<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title> &#187; ถามตอบ</title>
	<atom:link href="http://www.mubarak792.com/home/?cat=23&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.mubarak792.com/home</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 18 Jul 2014 02:55:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.4</generator>
		<item>
		<title>เมื่อใดที่ศาสนาจะใช้ให้เด็กๆถือศีลอด? หรือจะปล่อยให้บรรลุศาสนภาวะก่อนหรือจะบังคับให้พวกเขาถือศีลอดนับแต่ยังเล็กๆ?</title>
		<link>http://www.mubarak792.com/home/?p=275</link>
		<comments>http://www.mubarak792.com/home/?p=275#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Jul 2014 02:55:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ถามตอบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mubarak792.com/home/?p=275</guid>
		<description><![CDATA[ศาสนาถือว่า เป็นหน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องปฏิบัติที่บุตรหลานนั้นยิ่งใหญ่นัก หน้าที่นี้ถือเป็นอะมานะห์จำเป็นที่มนุษย์ทุกคนต้องพึงสังวรณ์ และทุกคนจะต้องถูกสอบสวนในหน้านี้อย่างแน่นอนในวันปรภพ ดังนั้น ผู้ใดที่ปฏิบัติหน้าที่นี้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้อัลลอฮฺทรงพอพระทัยเขาก็จะได้รับชัยชนะ และถ้าผู้ใดที่บกพร่องในหน้าที่สำคัญนี้ เขาจะต้องขาดทุนอย่างย่อยยับทั้งในภาคภพนี้และภพหน้า(ดุนยาและอาคิเราะห์) อัลลอฮฺทรงตรัสฝากบุตรหลานให้เป็นอะมานะห์แก่ผู้ปกครองไว้ในซูเราะห์ อันนิซาอ์ โองการที่ 11 ความว่า “อัลลอฮฺทรงสั่งกำชับแก่พวกเจ้าในเรื่องการเอาใจใส่ดูแลลูกหลานของพวกเจ้า” และอีกโองการหนึ่งในซูเราะห์ อัตตะห์รีม โองการที่ 6 ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าจงรักษาตัวพวกเจ้าและครอบครัวของพวกเจ้าให้พ้นจากนรก” ดังนั้น หน้าที่ของมุสลิมต้องสนใจในการอบรมเลี้ยงดูลูกหลานอย่างดีและถูกต้องตามหลักการศาสนาที่อัลลอฮฺและศาสนทูตได้กำหนดไว้ ส่วนหนึ่งจากภาระหน้าที่ดังกล่าวที่พึงมอบให้ลูกหลานก็คือ ให้ปฏิบัติศาสนกิจเมื่อพวกเขามีความสามารถจะกระทำได้ การถือศีลอด ถือเป็นศาสนกิจประเภทหนึ่งที่ต้องอาศัยความอดทน ความอุตสาหะอย่างมาก เพราะฉะนั้น สมควรที่พ่อแม่ต้องให้การอบรมตักเตือนให้บรรดาลูกๆได้ฝึกปฏิบัติแต่เนิ่นๆ เพื่อเมื่อพวกเขาเติบใหญ่จะได้ไม่หนักในการจะปฏิบัติศาสนกิจประเภทนี้ บรรดาสาวกของท่านศาสดา(ร.ฎ.) ได้สนใจที่จะให้บรรดาบุตรหลานของพวกเขาฝึกถือศีลอดตั้งแต่อายุยังเยาว์ และการปฏิบัติเช่นนี้ก็ได้รับการรับรองจากท่านนบี(ซ.ล.) ด้วยดี มีรายงานจากรอเบี๊ยะอ์ บินติมุเอาวิซ(ร.ฎ.) ความว่า “พวกเราทั้งหลายเหล่าสาวกของท่านนบี(ซ.ล.) ได้ใช้ให้บรรดาเด็กๆที่ยังเล็กๆของพวกเราถือศีลอด พวกเราพาพวกเขาไปมัสยิดด้วย และเราได้ให้ของเล่นแก่พวกเขา เมื่อพวกเขาร้องไห้เพราะความหิว พวกเราก็ให้อาหารแก่พวกเขา พวกเราทำอย่างนี้จนถึงเวลาละศีลอด” และบางรายงานมีความว่า “เมื่อพวกเด็กๆร้องขออาหาร พวกเราก็พยายามหาของเล่นแก่พวกเขาเพื่อให้เพลินๆจนกระทั่งถึงเวลาละศีลอด แล้วจึงให้พวกเขาทานอาหารพร้อมพวกเรา” ฉะนั้น ผู้ใดที่มีบุตรยังไม่บรรลุศาสนภาวะ โตพอที่จะถือศีลอดได้ ก็จงฝึกให้เขาถือศีลอด แม้จะไม่เป็นการบังคับพวกเขาในทางศาสนาก็ตาม เพราะท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ(ซบ.) ได้สั่งพวกเราปฏิบัติศาสนกิจนับแต่พวกเรายังด้อยปัญญา คือยังเล็กๆซึ่งพอจะกระทำได้ มีรายงานหะดิษจากท่านอิบนิอุมัร(ร.ฎ.) กล่าวว่า ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่า “ พวกท่านทั้งหลายจงใช้ให้ลูกๆของพวกเจ้าทำละหมาดเมื่อพวกเขาอายุได้ 7 ขวบ และทำโทษได้เมื่ออายุได้ 10 ขวบ และให้แยกที่นอนระหว่างพวกเขา” ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ศาสนาถือว่า เป็นหน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องปฏิบัติที่บุตรหลานนั้นยิ่งใหญ่นัก หน้าที่นี้ถือเป็นอะมานะห์จำเป็นที่มนุษย์ทุกคนต้องพึงสังวรณ์ และทุกคนจะต้องถูกสอบสวนในหน้านี้อย่างแน่นอนในวันปรภพ ดังนั้น ผู้ใดที่ปฏิบัติหน้าที่นี้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้อัลลอฮฺทรงพอพระทัยเขาก็จะได้รับชัยชนะ และถ้าผู้ใดที่บกพร่องในหน้าที่สำคัญนี้ เขาจะต้องขาดทุนอย่างย่อยยับทั้งในภาคภพนี้และภพหน้า(ดุนยาและอาคิเราะห์) อัลลอฮฺทรงตรัสฝากบุตรหลานให้เป็นอะมานะห์แก่ผู้ปกครองไว้ในซูเราะห์ อันนิซาอ์ โองการที่ 11 ความว่า <strong>“อัลลอฮฺทรงสั่งกำชับแก่พวกเจ้าในเรื่องการเอาใจใส่ดูแลลูกหลานของพวกเจ้า”</strong> และอีกโองการหนึ่งในซูเราะห์ อัตตะห์รีม โองการที่ 6 ความว่า <strong>“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าจงรักษาตัวพวกเจ้าและครอบครัวของพวกเจ้าให้พ้นจากนรก”</strong><strong> </strong></p>
<p>ดังนั้น หน้าที่ของมุสลิมต้องสนใจในการอบรมเลี้ยงดูลูกหลานอย่างดีและถูกต้องตามหลักการศาสนาที่อัลลอฮฺและศาสนทูตได้กำหนดไว้ ส่วนหนึ่งจากภาระหน้าที่ดังกล่าวที่พึงมอบให้ลูกหลานก็คือ ให้ปฏิบัติศาสนกิจเมื่อพวกเขามีความสามารถจะกระทำได้</p>
<p>การถือศีลอด ถือเป็นศาสนกิจประเภทหนึ่งที่ต้องอาศัยความอดทน ความอุตสาหะอย่างมาก เพราะฉะนั้น สมควรที่พ่อแม่ต้องให้การอบรมตักเตือนให้บรรดาลูกๆได้ฝึกปฏิบัติแต่เนิ่นๆ เพื่อเมื่อพวกเขาเติบใหญ่จะได้ไม่หนักในการจะปฏิบัติศาสนกิจประเภทนี้</p>
<p>บรรดาสาวกของท่านศาสดา(ร.ฎ.) ได้สนใจที่จะให้บรรดาบุตรหลานของพวกเขาฝึกถือศีลอดตั้งแต่อายุยังเยาว์ และการปฏิบัติเช่นนี้ก็ได้รับการรับรองจากท่านนบี(ซ.ล.) ด้วยดี มีรายงานจากรอเบี๊ยะอ์ บินติมุเอาวิซ(ร.ฎ.) ความว่า <strong>“พวกเราทั้งหลายเหล่าสาวกของท่านนบี(ซ.ล.) ได้ใช้ให้บรรดาเด็กๆที่ยังเล็กๆของพวกเราถือศีลอด พวกเราพาพวกเขาไปมัสยิดด้วย และเราได้ให้ของเล่นแก่พวกเขา เมื่อพวกเขาร้องไห้เพราะความหิว พวกเราก็ให้อาหารแก่พวกเขา พวกเราทำอย่างนี้จนถึงเวลาละศีลอด” </strong>และบางรายงานมีความว่า <strong>“เมื่อพวกเด็กๆร้องขออาหาร พวกเราก็พยายามหาของเล่นแก่พวกเขาเพื่อให้เพลินๆจนกระทั่งถึงเวลาละศีลอด แล้วจึงให้พวกเขาทานอาหารพร้อมพวกเรา”</strong><strong></strong></p>
<p>ฉะนั้น ผู้ใดที่มีบุตรยังไม่บรรลุศาสนภาวะ โตพอที่จะถือศีลอดได้ ก็จงฝึกให้เขาถือศีลอด แม้จะไม่เป็นการบังคับพวกเขาในทางศาสนาก็ตาม เพราะท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ(ซบ.) ได้สั่งพวกเราปฏิบัติศาสนกิจนับแต่พวกเรายังด้อยปัญญา คือยังเล็กๆซึ่งพอจะกระทำได้ มีรายงานหะดิษจากท่านอิบนิอุมัร(ร.ฎ.) กล่าวว่า ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่า <strong>“ พวกท่านทั้งหลายจงใช้ให้ลูกๆของพวกเจ้าทำละหมาดเมื่อพวกเขาอายุได้ </strong><strong>7</strong><strong> ขวบ และทำโทษได้เมื่ออายุได้ 10</strong><strong> ขวบ และให้แยกที่นอนระหว่างพวกเขา” </strong>กระนี้ ท่านนบีได้สั่งให้พวกเรากระทำ โดยให้พวกเรากำชับให้ลูกๆทำการละหมาด และอนุญาตให้เราทำโทษลูกๆได้ หากพวกเขายังไม่กระทำตามคำสั่ง แม้จะยังไม่บรรลุศาสนภาวะก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อให้พวกลูกๆได้มีการฝึกปฏิบัติศาสนกิจนับแต่ยังเยาว์ เพื่อเมื่อเติบใหญ่ถึงภาคบังคับจะได้ไม่หนักสำหรับพวกเขา</p>
<p>ส่วนถ้าหากพวกเราเหล่าพ่อแม่ ปล่อยปละละเลยไม่ยอมสอนให้ลูกๆ ได้กระทำการละหมาดหรือถือศีลอดตั้งแต่พวกเขายังเล็กๆอยู่ ครั้นเมื่อถึงพวกเขาเติบใหญ่ เข้าวัยบรรลุศาสนภาวะค่อยใช้พวกเขาทำละหมาดหรือถือศีลอด แน่นอนว่า คำสั่งของพวกเราจะถูกปฏิเสธได้ง่าย เพราะพวกเขาไม่มีความเคยชินต่อการกระทำดังกล่าว ซึ่งอาจพูดได้ว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก”</p>
<p>ส่วนพ่อแม่บางคนอ้างว่า ที่ไม่ยอมฝึกลูกๆทำอิบาดะห์ตั้งแต่ยังเล็กๆเพราะสงสาร เกรงลูกจะลำบาก ถ้าจะให้ถือศีลอดกลัวพวกลูกๆจะหิว จะไม่สบาย การคิดอย่างนี้ถือเป็นการผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะพ่อแม่มีความสงสารลูกอย่างแท้จริงนั้น ต้องปกป้องลูกๆไม้ให้ตกนรก และแนะทางให้พวกเขาเข้าสู่สวรรค์ แม้การดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวอาจจะลำบากใจในช่วงแรก แต่สุดท้ายแล้วจะมีความสุขที่สุด เมื่อพ่อแม่เห็นลูกละหมาดและถือศีลอดและเมื่อสภาพลูกๆกลายเป็นคนทำศาสนกิจอย่างประจำ จะกลายเป็นเด็กดีในสายตาของพ่อแม่ พี่น้อง และทุกคนที่พบเห็น รวมทั้งอัลลอฮฺก็ทรงพอพระทัยด้วย ซึ่งผลดีที่ว่านี้จะส่งผลอันประเสริฐสุดสู่ตัวพ่อแม่ วงศ์สกุล ทั้งดุนยาและอาคิเราะห์ อันซาอัลลอฮฺ<strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.mubarak792.com/home/?feed=rss2&#038;p=275</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อฉันเริ่มถือศีลอดที่เมืองไทย ต่อมาตอนกลางเดือนรอมฎอนฉันเดินทางไปมักกะห์ พบว่าที่มักกะห์นั้นเขาเริ่มถือศีลอดต่างกับที่เมืองไทย พอสิ้นเดือนพวกเขาก็ออกอีดคนละวันกับที่เมืองไทย ฉันควรจะทำอย่างไร?</title>
		<link>http://www.mubarak792.com/home/?p=270</link>
		<comments>http://www.mubarak792.com/home/?p=270#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Jul 2014 03:53:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ถามตอบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mubarak792.com/home/?p=270</guid>
		<description><![CDATA[ให้ท่านออกอีดพร้อมกับพวกเขาขณะที่ท่านอยู่ในมักกะห์ เมื่อรวมวันนับแต่วันแรกที่ท่านถือศีลอดมาจนวันสุดท้ายได้ 29 วันหรือมากกว่านั้น แม้จะเกิน 30 วันก็ตาม เพราะท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่า “การถือศีลอดนั้นคือ วันที่ท่านถือศีลอดกัน และการออกอีดคือ วันที่พวกท่านไม่ได้ถือศีลอด และอีดอัฎฮาคือ วันที่พวกท่านทำกุรบานกัน” บันทึกโดยตินมีซี หมายความว่า : จำเป็นที่ท่านต้องถือศีลอด ต้องเลิกถือศีลอด และต้องออกอีกอัฎฮา พร้อมๆกับบรรดามุสลิมีนในประเทศนั้นๆ นอกจากว่าหากท่านถือศีลอดแต่แรกจนวันสุดท้ายนับดูแล้วไม่ถึง 29 วัน ให้ท่านทำการชดใช้ส่วนที่ขาดหลังเดือนรอมฎอน เพราะว่าท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่า “เดือน(ในศาสนาอิสลาม)นั้นมี 29วัน และมี 30 วัน”]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ให้ท่านออกอีดพร้อมกับพวกเขาขณะที่ท่านอยู่ในมักกะห์ เมื่อรวมวันนับแต่วันแรกที่ท่านถือศีลอดมาจนวันสุดท้ายได้ 29 วันหรือมากกว่านั้น แม้จะเกิน 30 วันก็ตาม เพราะท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่า <strong>“การถือศีลอดนั้นคือ วันที่ท่านถือศีลอดกัน และการออกอีดคือ วันที่พวกท่านไม่ได้ถือศีลอด และอีดอัฎฮาคือ วันที่พวกท่านทำกุรบานกัน”</strong> บันทึกโดยตินมีซี หมายความว่า : จำเป็นที่ท่านต้องถือศีลอด ต้องเลิกถือศีลอด และต้องออกอีกอัฎฮา พร้อมๆกับบรรดามุสลิมีนในประเทศนั้นๆ นอกจากว่าหากท่านถือศีลอดแต่แรกจนวันสุดท้ายนับดูแล้วไม่ถึง 29 วัน ให้ท่านทำการชดใช้ส่วนที่ขาดหลังเดือนรอมฎอน เพราะว่าท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่า <strong>“เดือน(ในศาสนาอิสลาม)นั้นมี </strong><strong>29วัน และมี 30 วัน”</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.mubarak792.com/home/?feed=rss2&#038;p=270</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อหญิงคนหนึ่งมีประจำเดือนหรือมีเลือดหลังคลอดบุตร(เฮดและนิฟาส) ในเดือนรอมฎอนเธอต้องทำอย่างไร?</title>
		<link>http://www.mubarak792.com/home/?p=267</link>
		<comments>http://www.mubarak792.com/home/?p=267#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Jul 2014 05:37:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ถามตอบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mubarak792.com/home/?p=267</guid>
		<description><![CDATA[หญิงที่มีเฮดหรือนิฟาสในเดือนรอมฎอน ศาสนาไม่อนุญาตให้เธอถือศีลอด และแม้เธอจะถือศีลอดก็ใช้ไม่ได้ เธอจำเป็นต้องไม่ถือศีลอด และเธอไม่ต้องเสียค่าปรับ(ฟิดยะห์) ใดๆ แต่เธอจะต้องถือศีลอดชดใช้ตามจำนวนวันที่เธอไม่ได้ถือศีลอดระหว่างการมีเฮดหรือนิฟาส หลังจากพ้นเดือนรอมฎอนแล้ว พระนางอาอิซะห์ อุมมิลมุมินีน(ร.ฎ.) กล่าวว่า “พวกเราประสบกับการมีเฮด พวกเราถูกใช้ให้มีการถือศีลอดชดใช้ แต่เรื่องการละหมาดพวกเรามิได้ถูกใช้ให้ละหมาดชดใช้”]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หญิงที่มีเฮดหรือนิฟาสในเดือนรอมฎอน ศาสนาไม่อนุญาตให้เธอถือศีลอด และแม้เธอจะถือศีลอดก็ใช้ไม่ได้ เธอจำเป็นต้องไม่ถือศีลอด และเธอไม่ต้องเสียค่าปรับ(ฟิดยะห์) ใดๆ แต่เธอจะต้องถือศีลอดชดใช้ตามจำนวนวันที่เธอไม่ได้ถือศีลอดระหว่างการมีเฮดหรือนิฟาส หลังจากพ้นเดือนรอมฎอนแล้ว พระนางอาอิซะห์ อุมมิลมุมินีน(ร.ฎ.) กล่าวว่า <strong>“พวกเราประสบกับการมีเฮด พวกเราถูกใช้ให้มีการถือศีลอดชดใช้ แต่เรื่องการละหมาดพวกเรามิได้ถูกใช้ให้ละหมาดชดใช้”</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.mubarak792.com/home/?feed=rss2&#038;p=267</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาหารประเภทใดที่ใช้ในการละศีลอด?</title>
		<link>http://www.mubarak792.com/home/?p=265</link>
		<comments>http://www.mubarak792.com/home/?p=265#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Jul 2014 05:44:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ถามตอบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mubarak792.com/home/?p=265</guid>
		<description><![CDATA[อาหารหรือเครื่องดื่มทุกชนิดที่ได้รับประทานไป ถือว่าเป็นการละศีลอดแล้ว เพียงแต่ว่าที่ประเสริฐและสมบูรณ์ตามซุนนะห์ของท่านนบี (ซ.ล.) นั้นก็คือ อยู่ในคำสอนของท่านที่ว่า “เมื่อคนหนึ่งในพวกท่านถือศีลอด จงละศีลอดด้วยอินทผาลัม เพราะมันเป็นมงคล หากไม่มีอินทผาลัมก็จงละศีลอดด้วยน้ำ มันคือน้ำที่สะอาด” บันทึกหะดีษโดย อาหมัด อบูดาวูด และติรมีซี และอีกหะดีษหนึ่งท่านอะนัสรายงานในบันทึกของทั้งสามท่านเช่นกัน ความว่า: “ท่านศาสนทูตแห่งอัลเลาะห์ (ซ.ล.) นั้น ท่านได้ละศีลอดด้วยอินทผาลัมสด (รุต๊อบ) – ก่อนจะละหมาด – หากไม่มีอินทผาลัมสด ท่านก็จะละด้วยอินทผาลัมแห้ง (ตะมัร) และหากไม่มีอีก ท่านก็จะละด้วยการจิบน้ำเล็กน้อย” &#038;nbsp]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อาหารหรือเครื่องดื่มทุกชนิดที่ได้รับประทานไป ถือว่าเป็นการละศีลอดแล้ว เพียงแต่ว่าที่ประเสริฐและสมบูรณ์ตามซุนนะห์ของท่านนบี (ซ.ล.) นั้นก็คือ อยู่ในคำสอนของท่านที่ว่า <strong>“เมื่อคนหนึ่งในพวกท่านถือศีลอด จงละศีลอดด้วยอินทผาลัม เพราะมันเป็นมงคล หากไม่มีอินทผาลัมก็จงละศีลอดด้วยน้ำ มันคือน้ำที่สะอาด” </strong>บันทึกหะดีษโดย อาหมัด อบูดาวูด และติรมีซี และอีกหะดีษหนึ่งท่านอะนัสรายงานในบันทึกของทั้งสามท่านเช่นกัน ความว่า: “<strong>ท่านศาสนทูตแห่งอัลเลาะห์ (ซ.ล.) นั้น ท่านได้ละศีลอดด้วยอินทผาลัมสด (รุต๊อบ) – ก่อนจะละหมาด – หากไม่มีอินทผาลัมสด ท่านก็จะละด้วยอินทผาลัมแห้ง (ตะมัร) และหากไม่มีอีก ท่านก็จะละด้วยการจิบน้ำเล็กน้อย”</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.mubarak792.com/home/?feed=rss2&#038;p=265</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
